ปัจจุบัน การใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชมีอัตราเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นวัสดุที่ซื้อหาได้ง่าย  และมีการใช้สารเคมีอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด   ทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ ผู้บริโภค  และสภาพแวดล้อมเป็นพิษ
                    การนำเมล็ดสะเดาแห้งหรือผลสะเดาแห้งมาบดแล้วนำไปแช่น้ำเพื่อฉีดพ่นกำจัดแมลงศัตรูพืช  จึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต  ปลอดภัยกับผู้ใช้  และผู้บริโภค   และทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นด้วย

 

  ส่วนของสะเดาที่นำมาใช้กำจัดศัตรูพืช

                   เมล็ดสะเดาแห้งหรือผลสะเดาแห้ง  เมื่อนำมาสกัดจะใช้เป็นสารไล่แมลง  ยับยั้งการกินอาหาร  ยับยั้งการเจริญเติบโต  การลอกคราบ  การสร้างไข่และการวางไข่ของแมลง

 

  วิธีการเก็บผลสะเดาแห้ง  สามารถทำได้ตามขั้นตอน   ดังนี้

             1. ให้นำตาข่าย หรือถุงผ้า หรือแผ่นพลาสติก ปูให้รอบบริเวณโคนต้น  เพื่อรองรับผลสะเดาที่สุกและร่วงหล่นลงมา 
             2.  รวบรวมผลสะเดาที่เก็บได้  มาตากแห้งประมาณ   3-5   วัน
             3.  หลักจากตากแล้ว  ผลสะเดาจะมีสีแดงคล้ำ  เนื้อและเปลือกของผลจะแห้ง  และยุบตัวลงติดกับเมล็ด
             4.  เก็บผลสะเดาแห้ง โดยใส่ในพาชนะที่ระบายอากาศได้ดี  โดยอย่าวางกระสอบที่บรรจุทับกันหนาแน่นเกินไป  ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเชื้อราได้ 

 

  วิธีการสกัดสะเดาจากผลหรือเมล็ดสะเดาแห้ง

            1. นำผลสะเดา  หรือเมล็ดสะเดาแห้ง มาบดเป็นผงละเอียดใส่ในผ้ากรองกากาสะเดาแล้วนำไปวางในกระป๋องพลาสติก      ถังสี           ถังสแตนเลส
           2. ใส่น้ำลงไปแช่  อัตราส่วนที่ใช้สะเดา  1  กิโลกรัม ต่อน้ำ  20-30  ลิตร   แช่ไว้   1 คืน พร้อมทั้งคนบ้าง  ก็นำไปใช้ได้
            3.  ผสมสารจับใบ   1 ส่วนต่อน้ำสารสกัดสะเดา  1,000  ส่วน หรือ  1  ช้อนโต๊ะต่อสารสกัดสะเดา    20 ลิตร
สารสกัดสะเดาที่ได้  จากการสกัดด้วยน้ำให้ใช้ทันที  อย่าเก็บค้างคืนจะขึ้นราได้  ส่วนกากที่ได้ผึ่งให้แห้ง และนำไปเป็นอาหารสัตว์  หรือทำเป็นปุ๋ยจะทำให้ดินดีขึ้น  และสามารถป้องกันแมลงศัตรูในดินได้ด้วย

 

    แมลงศัตรูพืช

        1. แมลงที่ใช้สารสกัดสะเดาป้องกันกำจัดได้ผลดี   ได้แก่   หนอนใยผัก  หนอนหนังเหนียว   หนอนกระทู้ชนิดต่างๆ   หนอนกัดกินใบ    หนอนเจาะยอด   หนอนชอนใบ   หนอนม้วนใบ   หนอนหัวกะโหลก  และเพลี้ยอ่อน
        2.  แมลงที่ใช้สารสกัดสะเดาป้องกันกำจัดได้ผลปานกลาง   ได้แก่  เพลี้ยไก่แจ้   เพลี้ยจั๊กจั่น  หนอนเจาะสมอฝ้าย   หนอนต้นกล้าถั่ว  หนอนเจาะดอกกล้วยไม้   แมลงหวี่ขาว  และแมลงวันทอง
        3.  แมลงที่ใช้สารสกัดสะเดาป้องกันกำจัดได้ผลน้อย  ได้แก่   มวนแดง   มวนเขียว   เพลี้ยไฟ   หนอนเจาะฝักถั่ว   หมัดกระโดด   ไรแดง   เป็นต้น

 

    พืชที่แนะนำให้ใช้สารสกัดสะเดา

               1. พืชผักกินใบ   เช่น   คะน้า  กวางตุ้ง  ผักบุ้ง   ผักกาดหอม
               2. พืชตระกูลกะหล่ำ   เช่น  กะหล่ำปลี   กะหล่ำดอก
               3. พืชตระกูลแตง  เช่น  แตงกวา    แตงโม  แตงเทศ
               4. พืชตระกูลมะเขือ   เช่น  มะเขือเปราะ  มะเขือยาว
               5. พืชตระกูลส้ม   เช่น   ส้มโอ  มะกรูด   มะนาว
               6. พืชอื่นๆ  เช่น  หน่อไม่ฝรั่ง   ข้าวโพดอ่อน   พริกขี้หนู   ตำลึง

 

     การใช้สารสกัดสะเดา

         ควรหลีกเลี่ยงการฉีดพ่นสารสกัดสะเดา ในขณะที่แสงแดดจัด  ควรฉีดพ่นในเวลาเย็น  โดยฉีดพ่นให้ถูกตัวของแมลงศัตรูพืชโดยตรง   น้ำยาจากสารสกัดสะเดาสลายตัวค่อนข้างไว  การฉีดพ่นควรเป็นระยะ  5-7    วันต่อครั้ง

        ข้อความระวัง    ในช่วงที่เกิดระบาดของศัตรูพืชอย่างรุนแรง  การใช้สารสกัดสะเดาเพียงอย่างเดียว  ไม่สามารถลดความเสียหายได้ทันที   ทั้งนี้เนื่องจากสารสกัดสะเดาไม่สามารถฆ่าแมลงให้ตายในทันทีเหมือนสารเคมี  แต่จะมีผลทำให้แมลงหยุดย่อย  หนีจากอาหาร  กินอาหารน้อยลง   และลดอัตราการวางไขด้วย  จากเหตุดังกล่าวข้างต้นจึงทำให้แมลงศัตรูพืชน้อยลง  จึงทำให้การใช้สารสกัดสะเดาจะได้ผลช้ากว่าสารเคมี